สืบเนื่องมาจากมีโอกาสได้ไปทำงานอยู่ที่เมืองชิงเต่าซึ่งเป็นเมืองทางเหนือของประเทศจีน ทำให้ไม่มีเวลามาเขียนบล็อคซักเท่าไร บล็อคเลยไม่ได้อัพเดทมานาน รวมทั้งการที่ทางการเมืองจีนบล็อคเวปหลายๆเวปทำให้เข้าเวปมาอัพเดทได้ โดยเวปต่างๆที่ทางเมืองจีนได้บล็อคไปจากการใช้งานที่ผมเจอได้แก่ Hi5.com, Exteen.com, Download.com รวมถึงเวปโป๊หลายๆเวป โดยทางการจะดูจากสถิติการเข้ารวมทั้งเนื้อหาภายในเวป สงสัยคงกลัวคนมาเขียนบล็อคจนไม่ทำการทำงาน ทั้งๆที่ตอนบ่ายงานการมันก็ไม่ทำอยู่ละ

ในประเทศจีนทางเหนือนั้นจะมีเวลานอนกลางวัน ซึ่งจากการที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับทางรัฐบาลจีนหลายครั้งคุณทราบไหมว่าในออฟฟิคเกือบทุกคนมี เตียง ถูกต้องครับ เตียงและมุ้งพร้อมหมอนข้าง โดยจะพักตั้งแต่ 11 ถึงประมาณ 14.30 และแน่นอนอีกถ้าคุณมีเรื่องติดต่อไม่ว่ากับที่ว่าการเขตหรือที่ไหนก็ตามโดยเฉพาะกับทางรัฐบาลคุณต้องไปหลังบ่าย 2 สุดยอดไหม???

 นี่ยังเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ที่นี้มาดูเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารกัน จากที่ผมเคยอยู่เมืองจีนทั้งเมื่อก่อนและตอนนี้ เมื่อก่อนผมอยู่เมืองทางใต้ผมก็ได้ยินเรื่องที่คนทางใต้ไม่ชอบคนเหนือและคนเหนือไม่ชอบทางใต้ ผมก็คิดไว้ว่ามันคงไม่ต่างกันซักเท่าไรหรอกนะ พอมาเจอ อืม...ท่าจะต้องปรับตัวเยอะเลย เริ่มจากเรื่องกินเหล้าตอนกลางวัน ครับผม ตอนกลางวันครับเที่ยงๆแสดๆ นี่แหละ มันแ_กกันแล้ว และไม่ใช่ธรรมดา ชนแก้วต่อแก้วครับ และถ้าใครเด็กกว่าหรืออายุน้อยกว่านั้นต้องกินสามแก้วรวดเดียว ผมคนนึงที่เป็นคนชอบกินเหล้าแต่ถามหน่อยเหอะ ต่อให้ชอบกินขนาดไหน คุณลองเจอเหล้าขาวสามแก้วติดในการชนกับคนนึงคนดู แล้วมันมากันคนเดียวที่ไหนละ โต๊ะจีนน่ะ........เยี่ยมไปเลย กลับบ้านแล้วเอ็งไปนอนนี่หว่า แต่กรูกลับไปต้องทำรายงานต่อ....นี่เรื่องหนึ่ง เรื่องต่อมาคนจีนทางเหนือเป็นคนพูดเก่งครับ ในการทานข้าวแต่ละครั้งนั้นจะมีการพูดชื่นชมคนที่เราเจรจาด้วย (เหมือนๆกับฝรั่งที่จะพูดในงานแต่งงานน่ะแหละ) โดยจะยืนกล่าวทีละคนพร้อมยกแก้วขึ้นชน กว่าจะรอพูดถึงประเด็น คุณก็ต้องรอมันไป ชมโน่นนี่อ้อมโลกไป....ไม่เท่าไร....ไอ้ตอนที่ผมต้องพูดบ้างสิ........เครียด......จะเอาเรื่องอ้อมโลกไรดีวะ.......เมาก็เมา......

จบเรื่องการทานอาหารไปที่นี้มาดูรูปที่ผมได้มีโอกาสไปเดินพักผ่อนในเมืองบ้าง เมืองชิงเต่าเป็นเมืองติดทะเลโดยมีทางเรือที่ใหญ่ติดอันดับของจีน ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆเช่นกัน โอลิมปิคที่เพิ่งผ่านมานั้นการแข่งเรือใบก็จัดที่นี่เช่นกัน และยังเป็นเมืองที่มีโรงงานผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ แน่นอนที่นี่จึงมีถนนเส้นหนึ่ง ชื่อว่า ถนนเบียร์ ตามถนนจะมีร้านอาหารทะเลและขายเบียร์สดตั้งเรียงรายทั้งสองฝั่งถนน อาหารทะเลที่นี่ ผมถือว่าราคาไม่แพงมาก ยกตัวอย่างเช่นคุณสามารถหาเป่าฮื้อสด พร้อมรับประทานในราคา 75 บาทต่อตัวได้......

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรยากาศในตัวเมือง...

 

หลังจากนั้นด้วยความที่ผมเป็นคนชอบทะเล จึงได้เดินไปชายหาดและได้พบกับความแปลกใหม่ของที่นี่

บรรยายด้วยภาพ.....

 

 

วันนี้จบเพียงเท่านี้ครับ....

The Dark Lord begins

posted on 04 Jun 2008 20:45 by yodayoda  in VaderMania

             เมื่อแสงสว่างมาถึงที่ใด ที่นั่นก็ย่อมต้องมีความมืดอยู่ ฉันนั้น ย่อมไม่มีที่ใดที่มีแต่แสงสว่างทั้งหมด (ไม่งั้นร้อนตายและยังแสบตา) และเมื่อปรมาจารย์โยด้าของเราเริ่มเข้าสู่วัยอันสมควร (แตกหนุ่ม) Force เริ่มแกร่งกล้า เริ่มการกระทำชำเรา สัตว์ต่างๆที่อยู่รอบกายท่าน (ตุ๊กตา) และก่อนที่ Force จะเข้ามาครอบคลุมจิตใจของท่านอาจารย์โยด้าไปมากกว่านี้ และจะทำให้ข้าพเจ้าควบคุมไม่ได้ ทางข้าพเจ้าและท่านแม่ จึงได้หาคู่ปรับให้กับท่าน เพื่อที่จะสมดุลพลังของท่าน จึงเป็นที่มาของการกำเนิด "ราชาด้านมืด"           

            แน่นอนว่าทุกท่านที่ได้ดู Star wars คู่ปรับของท่านอาจารย์โยด้านั้นคือ Dark Sideous หรือ ไอ้เอมเพอร์เร่อหน้าแก่ และแน่นอนอีกว่าผมคงไม่หาปั๊กอีกตัวแล้วตั้งชื่อว่า ดาร์ธซีเดียสหรอกนะ ถึงแม้หน้าตาจะคล้ายๆกันก็ตาม......โหดและแก่ไปหน่อยพี่.....          

            หลังจากที่ได้ดูภาค Revenge of the Sith ในภาคที่สาม ตอนที่ ท่าน Chancellor Palpatine ต่อสู้กับ Master Windu (ไอ้โล้นซ่า) ทำให้หน้าเหี่ยวขึ้น จนต้องนำฮู๊ดจากเสื้อคลุมที่เตรียมไว้มาคลุมหัวล้านที่ล้านกว่าเก่าเพราะโดนไฟฟ้าดูด ขณะนั้นเองมีคนหนึ่งคนได้กระโดดเข้ามาช่วย ท่านพอลพาทีนไว้ได้ และตอนนั้นเองก็ได้กำเนิด ซุปเปอร์ตัวละครดาวร้ายอมตะตลอดกาลขึ้นมา หลังคำพูดว่า "Rise, Lord Vader." - Palpatine นั่นก็คือท่าน ดาร์ธ เวเดอร์ หรือ ไออ้อนแมน ภาคอวกาศ นั่นเอง เอาล่ะมาดูประวัติคร่าวๆของท่านลอร์ดกัน         

           "ข้าพเจ้ามีนามเก่าว่า อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ขณะนี้ข้าพเจ้าอายุย่างสี่สิบ ข้าพเจ้าเกิดที่ดาวทาทูอีน ดาวที่มาแต่ทะเลทรายและมนุษย์ต่างดาวหน้าตาประหลาดและบาร์ยอดนิยมที่มีฝาแฝดใส่เสื้อสีดำสี่คนเล่นเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมา

              ตั้งแตข้าพเจ้าจำความได้ข้าพเจ้าก็อยู่กับแม่เพียงสองคน เราแม่ลูกเกิดมาเป็นทาส.....ซึ่งมันก็เหมือนหลายๆคนที่เกิดในดาวดวงนี้ที่ต่างก็เป็นทาสเช่นกัน ทุกๆคนต่างไม่มีความคิดที่จะหนีหรือปลดจากการเป็นทาส เพราะดูยังไงคงไม่มีทาง ดังนั้นเราต่างยอมรับในชะตากรรมของเรา"           

              "หลังจากที่ข้าพเจ้าและมารดาของข้าพเจ้า โดนขายไปอยู่กับ วัตโต้พ่อค้าของเก่า (ที่ดูๆไปเหมือนแมลงวันยักษ์สีฟ้าๆ) เพราะนายเก่าแพ้พนันการแข่งขันรถซิ่งหน้าพาเลซ ข้าพเจ้าก็เริ่มที่จะเรียนรู้การซ่อมสื่งของและเรียนวิชาช่างไปด้วย ด้วยการทำงานเป็นลิ่วล้อของวัตโต้ ซ่อมโน่นแกะนี่ และแล้วข้าพเจ้าก็ได้ค้นพบตัวเอง.......ข้าพเจ้าเก่งในเรื่องการประดิษฐ์คิดค้น จนถึงขนาดที่ข้าพเจ้าคิดเข้าข้างตัวเองว่า เป็น เอดิสัน สอง (ไม่ใช่ เอดิสัน เฉิน) หลังจากนั้นมาข้าพเจ้าก็เรื่มที่จะทำการทดลองประดิษฐ์สื่งของเครื่องใช้ต่างๆ ตั้งแต่ หลอดไฟ วิทยุ ดีวีดี จนไปถึงปั๊มซีดีขายให้มนุษย์ต่างดาวและนักล่าค่าหัวแถวนั้น รวมไปทั้งหุ่นยนต์แปลภาษากาแลคซี่ (ที่ตอนหลังแม่งพูดมากฉิบเป๋ง จนต้องเอาไปบริจาค)"         

               "ผ่านการทำงานไปได้ไม่นานข้าพเจ้าเริ่มที่จะฝันแปลกๆ ในฝันนั้นข้าพเจ้าเห็นบุรุษแต่งตัวเหมือนนักบวชนอกนิกาย ข้างกายเหน็บท่อนประหลาดสีเงินๆไว้ แต่สิ่งนั้นกลับไม่เหมือนไฟฉายของยามหน้าหอพัก มันทำให้ข้าพเจ้าสงสัยมาก...ข้าพเจ้าฝันแบบนั้นวนไปมา....... แต่ที่แย่กว่านั้นข้าพเจ้าเริ่มฝันร้าย................ข้าพเจ้าฝันว่ามารดาของข้าพเจ้าโดนทำร้าย ท่านโดนลักพาตัวไปไกลแสนไกลและโดนทรมานอย่างโหดเหี้ยมในระหว่างที่โดนพาตัวไป............ข้าพเจ้าต้องช่วยท่าน........ข้าพเจ้าต้องช่วยท่านให้ได้ ข้าพเจ้าสบถกับตัวเองในฝัน..............................แต่สุดท้าย.........................ข้าพเจ้ากลับไม่สามารถที่จะช่วยท่านไว้........ทำไม...........ท่านเสียชีวิตในอ้อมกอดของข้าพเจ้า......เลือดอุ่นๆของท่านที่ไหลออกมาจากริมฝีปากที่ไหลมาตามแรงดึงดูดของโลกจนมาถูกแขนของข้าพเจ้าแต่ทำไม...............มันกลับไม่อุ่นอย่างที่มันควรจะเป็น เพราะเหงื่อที่ไหลออกมาตามหน้าผากของข้าพเจ้าเย็นกว่า?   หรือเพราะความกลัวที่ต้องเสียท่านไปทำให้ความอบอุ่นที่ข้าพเจ้าเคยได้รับจากมารดาหายไปพลัน........ข้าพเจ้าไม่สามารถไปช่วยท่านได้ทัน..........ข้าพเจ้าอ่อนแองั้นหรือ?.......คำถามต่างๆ มากมายวิ่งเข้ามาในหัวข้าพเจ้าเหมือนจรวดติดบั้งไฟ..........ทันใดนั้นทุกอย่างวูบหาย ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมเหงื่อที่แตกพลั่กเหมือนน้ำ.........ตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้าเริ่มมีความคิดที่จะปลดตนเองและแม่ของข้าพเจ้าจากการเป็นทาสและพาท่านออกไปจากดาวดวงนี้ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม" 

จบตอน

 

edit @ 5 Jun 2008 20:53:50 by Yoda

edit @ 6 Jun 2008 15:45:41 by Yoda

วันที่สามและวันที่สี่ ผมขอรวบไว้อันเดียวเลยดีกว่า เพราะ เดี๋ยวจะดองนานไป ที่สำคัญ กำลังจะมีเรื่องใหม่...

วันนี้ตื่นมาชีวิตสดใส ปลอดแอลกอฮอล์ แต่...ฝนตกตั้งแต่เมื่อคืน เนื่องจากอากาศเย็นจากประเทศจีนปะทะกับอากาศร้อนในเมืองไทย เกิดพายุร้อนขึ้นมา ซึ่งปีนี้กระทบไปถึง กรุงเทพฯ

บรรยากาศยามเช้าหน้าที่พักครับ อ้อ...คราวที่แล้วไม่ได้บอก ค่าโรงแรมที่นี่รวมอาหารเช้าด้วย อาหารเช้ายังสามารถเลือกได้อีกว่า อารมณ์ไทยหรือ อารมณ์ฝรั่ง ปล. ราคาที่พักต่อได้อีก...

สำหรับรูปตรงกลาง เป็นวัดที่อยู่หน้าปากซอยท่าแพ สาม ในวัดท่านสามารถ ชม Donald eats noodle บริเวณโบสถ์ ซึ่งมีเขียนแนะนำอยู่ในไกด์บุ้คสำหรับชาวญี่ปุ่น มันคงแปลกสำหรับเค้าเนอะ...แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนทำคิดอะไรอยู่...

ออกจากท่าแพเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ข้ามสะพาน เนาวรัตน์ เลี้ยวซ้ายจะเป็นที่อยู่ของร้านอาหารวิวสวยขึ้นชื่อต่างๆของที่นี่ รวมทั้งร้านกาแฟ วาวี ที่คนเชียงใหม่ทานกัน แต่ร้านที่ผมสนใจไม่ใช่ร้านพวกนี้ครับ กลับเป็นอีกร้าน ชื่อ The Old Place 89 ร้านนี้เป็นบ้านไทยสมัยก่อน ขายกาแฟขนมและช็อกโกแลตทำเองด้วย หน้าร้านจะมีประวัติของบ้านหลังนี้ ลองไปอ่านกันดู

ส่วนที่ติดกับร้านจะเป็นสะพานสำหรับคนเดินข้ามแม่น้ำปิง ข้ามมาลงสะพานจะถึงตลาดวโรรสพอดี ก็อย่าลืมไปแวะร้านดำรงค์ในตลาดสำหรับของฝากนักกินกัน

วันเสาร์ที่เชียงใหม่จะมีถนนคนเดินอีกแห่งหนึ่ง ที่ ถนนวัวลาย ใกล้ประตูเชียงใหม่ แต่ถ้าวันไหนฝนตกควรไปสายๆหน่อย เพราะ ปกติ ถนนจะเริ่มปิดกัน ตอน สี่โมงเย็น กว่า แม่ค้าและพ่อค้าจะตั้งกันเสร็จก็ประมาณ หกโมงเย็นแล้ว ผมกับคณะฟิตมากจึงไปถึงตั้งแต่สี่โมง ฝนตกอีก ภาพที่เห็นคือ พ่อแม่และแม่ค้าตั้งแผงกัน พอตั้งแผงใกล้เสร็จฝนดังเทลงมาอีก เอาเก็บเข้าไปใหม่ พอฝนเริ่มซาก็เริ่มตั้งอีก เป็นอย่างนี้สลับเรื่อยไปจนเกือบหกโมง ผมและคณะ ซึ่งเดินวนขึ้นและวนลง รอเค้าตั้งแผง จนเบื่อแล้วเลยกลับไปกันก่อน

ตกตอนเย็นฝนยังคงตกอยู่ จึงทำให้ไปไหนไกลมากไม่ได้ ได้แต่เดินไปทานอาหารใกล้ๆที่พัก

กลางคืน เพื่อนของเพื่อนได้ มารับไปเที่ยวกัน ส่วนที่เที่ยวที่นี่ หลาบๆท่านคงทราบว่า ต้องไปไหนกันและไปต่อกันที่ไหน ในเชียงใหม่ที่เที่ยวที่วัยรุ่นที่นี่ไปกันจะไม่พ้น เพียงไม่กี่ที่ ส่วนที่ๆจะไปต่อนั้น คนส่วนใหญ่ที่เมาจากที่อื่นแต่ยังอยากเมาอยู่ ก็จะมีที่ต่อยอดฮิตอีกที่ หลังจากเที่ยวจน เริ่มจำความไม่ได้ เพื่อนๆก็พาผมไป ทานก๋วยเตี๋ยวร้านอ๋อง ลูกชิ้นปลาเล็กๆ อร่อยดีครับ

วันอาทิตย์ ตื่นสายๆ เพราะในเมืองเหลือที่จะไปไม่กี่ที่แล้ว แน่นอนว่าไม่ต้องพูดถึงว่าเดินเล่นได้ที่ไหนสำหรับวันนี้ สำหรับทุกท่านคงทราบกันดีว่า ถนนคนเดิน นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน

หลังจากตื่นมาก็ไปทานข้าวซอยลำดวนทิ้งท้ายก่อนกลับ (ส่วนตัวผมชอบร้านเฮือนเพ็ญมากกว่านะ) พร้อมไปซื้อของฝากกลับ

ผมไปถึงถนนคนเดิม เช้าไปหน่อยไปถึงประมาณ สามโมงกว่าๆ ถนนยังไม่ปิด พ่อค้าแม่ค้าก็ยังไม่มา ไม่เป็นไร เดินเท่าที่ดูได้ ปรากฏว่าก็ไป จ๊ะเอ๋ กับ ปั๊กตัวหนึ่งและฝรั่งสองคน จากการสอบถามไปมา ปรากฏว่าเป็นญาติห่างๆกับท่านอาจารย์โยด้าที่บ้าน เพราะชื่อเหมือนกัน!!!! แต่ท่านอาจารย์ท่านนี้อายุอานาณร่วมสี่ปีไปแล้ว พลังคงแก้กล้ายิ่งนักถึงได้นั่งอย่างสมถะ ข้างๆพ่อของท่าน

ในระหว่างที่ผมจะเดินไปถ่ายรูปเจ้าโยด้าแก่นั้น เจ้าของเดินออกไปพอดีทิ้ง ให้เพื่อนฝรั่งอีกคนนั้นอยู่ผมจึงหัดไปถาม เป็นภาษาประดิด (อังกฤษ บวก ดัดจริต) "Hello, can I take a picture of your dog"

"Well, it's not mine" พร้อมกับหันไปถามกับ คุณผู้หญิงที่น่าจะเป็นเจ้าของร้าน ปรากฏว่าคุณเจ้าของร้านข้างในเป็นคนไทย ผมจึงคุยกับเขาตามประสาคนรักปั๊ก ไปๆมาๆ คุณเจ้าของกลับมาพอดี ด้วยความที่หน้าของเขาฝรั่งจ๋า ผมจึงเปลี่ยนโหมดกลับเป็น ภาษาประดิดอีกรอบ พร้อมกับคำทักทายและคำถามที่อยู่ในหัวพร้อมยิงได้ทุกเมื่อ

"ที่บ้านมีหมาปั๊กชื่อ โยด้าเหมือนกันเหรอครับ" นั่นเป็นคำถามจากคุณฝรั่งซึ่งยิงใส่ผมมาก่อน เวร.....ฝรั่งพูดไทย ตูจะตอบกลับไงวะ "เอ่อ.....ครับ"

เอาล่ะจบเรื่องโยด้าx2เท่านี้ก่อน มาดูของที่ผมได้มาจากถนนช็อปปิ้งยอดนิยมดีกว่า

 

ขอบคุณที่ทนอ่านกันนะครับ....จบซักที

edit @ 18 May 2008 13:07:05 by Yoda