The Dark Lord begins

posted on 04 Jun 2008 20:45 by yodayoda  in VaderMania

             เมื่อแสงสว่างมาถึงที่ใด ที่นั่นก็ย่อมต้องมีความมืดอยู่ ฉันนั้น ย่อมไม่มีที่ใดที่มีแต่แสงสว่างทั้งหมด (ไม่งั้นร้อนตายและยังแสบตา) และเมื่อปรมาจารย์โยด้าของเราเริ่มเข้าสู่วัยอันสมควร (แตกหนุ่ม) Force เริ่มแกร่งกล้า เริ่มการกระทำชำเรา สัตว์ต่างๆที่อยู่รอบกายท่าน (ตุ๊กตา) และก่อนที่ Force จะเข้ามาครอบคลุมจิตใจของท่านอาจารย์โยด้าไปมากกว่านี้ และจะทำให้ข้าพเจ้าควบคุมไม่ได้ ทางข้าพเจ้าและท่านแม่ จึงได้หาคู่ปรับให้กับท่าน เพื่อที่จะสมดุลพลังของท่าน จึงเป็นที่มาของการกำเนิด "ราชาด้านมืด"           

            แน่นอนว่าทุกท่านที่ได้ดู Star wars คู่ปรับของท่านอาจารย์โยด้านั้นคือ Dark Sideous หรือ ไอ้เอมเพอร์เร่อหน้าแก่ และแน่นอนอีกว่าผมคงไม่หาปั๊กอีกตัวแล้วตั้งชื่อว่า ดาร์ธซีเดียสหรอกนะ ถึงแม้หน้าตาจะคล้ายๆกันก็ตาม......โหดและแก่ไปหน่อยพี่.....          

            หลังจากที่ได้ดูภาค Revenge of the Sith ในภาคที่สาม ตอนที่ ท่าน Chancellor Palpatine ต่อสู้กับ Master Windu (ไอ้โล้นซ่า) ทำให้หน้าเหี่ยวขึ้น จนต้องนำฮู๊ดจากเสื้อคลุมที่เตรียมไว้มาคลุมหัวล้านที่ล้านกว่าเก่าเพราะโดนไฟฟ้าดูด ขณะนั้นเองมีคนหนึ่งคนได้กระโดดเข้ามาช่วย ท่านพอลพาทีนไว้ได้ และตอนนั้นเองก็ได้กำเนิด ซุปเปอร์ตัวละครดาวร้ายอมตะตลอดกาลขึ้นมา หลังคำพูดว่า "Rise, Lord Vader." - Palpatine นั่นก็คือท่าน ดาร์ธ เวเดอร์ หรือ ไออ้อนแมน ภาคอวกาศ นั่นเอง เอาล่ะมาดูประวัติคร่าวๆของท่านลอร์ดกัน         

           "ข้าพเจ้ามีนามเก่าว่า อนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ขณะนี้ข้าพเจ้าอายุย่างสี่สิบ ข้าพเจ้าเกิดที่ดาวทาทูอีน ดาวที่มาแต่ทะเลทรายและมนุษย์ต่างดาวหน้าตาประหลาดและบาร์ยอดนิยมที่มีฝาแฝดใส่เสื้อสีดำสี่คนเล่นเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมา

              ตั้งแตข้าพเจ้าจำความได้ข้าพเจ้าก็อยู่กับแม่เพียงสองคน เราแม่ลูกเกิดมาเป็นทาส.....ซึ่งมันก็เหมือนหลายๆคนที่เกิดในดาวดวงนี้ที่ต่างก็เป็นทาสเช่นกัน ทุกๆคนต่างไม่มีความคิดที่จะหนีหรือปลดจากการเป็นทาส เพราะดูยังไงคงไม่มีทาง ดังนั้นเราต่างยอมรับในชะตากรรมของเรา"           

              "หลังจากที่ข้าพเจ้าและมารดาของข้าพเจ้า โดนขายไปอยู่กับ วัตโต้พ่อค้าของเก่า (ที่ดูๆไปเหมือนแมลงวันยักษ์สีฟ้าๆ) เพราะนายเก่าแพ้พนันการแข่งขันรถซิ่งหน้าพาเลซ ข้าพเจ้าก็เริ่มที่จะเรียนรู้การซ่อมสื่งของและเรียนวิชาช่างไปด้วย ด้วยการทำงานเป็นลิ่วล้อของวัตโต้ ซ่อมโน่นแกะนี่ และแล้วข้าพเจ้าก็ได้ค้นพบตัวเอง.......ข้าพเจ้าเก่งในเรื่องการประดิษฐ์คิดค้น จนถึงขนาดที่ข้าพเจ้าคิดเข้าข้างตัวเองว่า เป็น เอดิสัน สอง (ไม่ใช่ เอดิสัน เฉิน) หลังจากนั้นมาข้าพเจ้าก็เรื่มที่จะทำการทดลองประดิษฐ์สื่งของเครื่องใช้ต่างๆ ตั้งแต่ หลอดไฟ วิทยุ ดีวีดี จนไปถึงปั๊มซีดีขายให้มนุษย์ต่างดาวและนักล่าค่าหัวแถวนั้น รวมไปทั้งหุ่นยนต์แปลภาษากาแลคซี่ (ที่ตอนหลังแม่งพูดมากฉิบเป๋ง จนต้องเอาไปบริจาค)"         

               "ผ่านการทำงานไปได้ไม่นานข้าพเจ้าเริ่มที่จะฝันแปลกๆ ในฝันนั้นข้าพเจ้าเห็นบุรุษแต่งตัวเหมือนนักบวชนอกนิกาย ข้างกายเหน็บท่อนประหลาดสีเงินๆไว้ แต่สิ่งนั้นกลับไม่เหมือนไฟฉายของยามหน้าหอพัก มันทำให้ข้าพเจ้าสงสัยมาก...ข้าพเจ้าฝันแบบนั้นวนไปมา....... แต่ที่แย่กว่านั้นข้าพเจ้าเริ่มฝันร้าย................ข้าพเจ้าฝันว่ามารดาของข้าพเจ้าโดนทำร้าย ท่านโดนลักพาตัวไปไกลแสนไกลและโดนทรมานอย่างโหดเหี้ยมในระหว่างที่โดนพาตัวไป............ข้าพเจ้าต้องช่วยท่าน........ข้าพเจ้าต้องช่วยท่านให้ได้ ข้าพเจ้าสบถกับตัวเองในฝัน..............................แต่สุดท้าย.........................ข้าพเจ้ากลับไม่สามารถที่จะช่วยท่านไว้........ทำไม...........ท่านเสียชีวิตในอ้อมกอดของข้าพเจ้า......เลือดอุ่นๆของท่านที่ไหลออกมาจากริมฝีปากที่ไหลมาตามแรงดึงดูดของโลกจนมาถูกแขนของข้าพเจ้าแต่ทำไม...............มันกลับไม่อุ่นอย่างที่มันควรจะเป็น เพราะเหงื่อที่ไหลออกมาตามหน้าผากของข้าพเจ้าเย็นกว่า?   หรือเพราะความกลัวที่ต้องเสียท่านไปทำให้ความอบอุ่นที่ข้าพเจ้าเคยได้รับจากมารดาหายไปพลัน........ข้าพเจ้าไม่สามารถไปช่วยท่านได้ทัน..........ข้าพเจ้าอ่อนแองั้นหรือ?.......คำถามต่างๆ มากมายวิ่งเข้ามาในหัวข้าพเจ้าเหมือนจรวดติดบั้งไฟ..........ทันใดนั้นทุกอย่างวูบหาย ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมเหงื่อที่แตกพลั่กเหมือนน้ำ.........ตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้าเริ่มมีความคิดที่จะปลดตนเองและแม่ของข้าพเจ้าจากการเป็นทาสและพาท่านออกไปจากดาวดวงนี้ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม" 

จบตอน

 

edit @ 5 Jun 2008 20:53:50 by Yoda

edit @ 6 Jun 2008 15:45:41 by Yoda

วันที่สามและวันที่สี่ ผมขอรวบไว้อันเดียวเลยดีกว่า เพราะ เดี๋ยวจะดองนานไป ที่สำคัญ กำลังจะมีเรื่องใหม่...

วันนี้ตื่นมาชีวิตสดใส ปลอดแอลกอฮอล์ แต่...ฝนตกตั้งแต่เมื่อคืน เนื่องจากอากาศเย็นจากประเทศจีนปะทะกับอากาศร้อนในเมืองไทย เกิดพายุร้อนขึ้นมา ซึ่งปีนี้กระทบไปถึง กรุงเทพฯ

บรรยากาศยามเช้าหน้าที่พักครับ อ้อ...คราวที่แล้วไม่ได้บอก ค่าโรงแรมที่นี่รวมอาหารเช้าด้วย อาหารเช้ายังสามารถเลือกได้อีกว่า อารมณ์ไทยหรือ อารมณ์ฝรั่ง ปล. ราคาที่พักต่อได้อีก...

สำหรับรูปตรงกลาง เป็นวัดที่อยู่หน้าปากซอยท่าแพ สาม ในวัดท่านสามารถ ชม Donald eats noodle บริเวณโบสถ์ ซึ่งมีเขียนแนะนำอยู่ในไกด์บุ้คสำหรับชาวญี่ปุ่น มันคงแปลกสำหรับเค้าเนอะ...แต่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนทำคิดอะไรอยู่...

ออกจากท่าแพเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ข้ามสะพาน เนาวรัตน์ เลี้ยวซ้ายจะเป็นที่อยู่ของร้านอาหารวิวสวยขึ้นชื่อต่างๆของที่นี่ รวมทั้งร้านกาแฟ วาวี ที่คนเชียงใหม่ทานกัน แต่ร้านที่ผมสนใจไม่ใช่ร้านพวกนี้ครับ กลับเป็นอีกร้าน ชื่อ The Old Place 89 ร้านนี้เป็นบ้านไทยสมัยก่อน ขายกาแฟขนมและช็อกโกแลตทำเองด้วย หน้าร้านจะมีประวัติของบ้านหลังนี้ ลองไปอ่านกันดู

ส่วนที่ติดกับร้านจะเป็นสะพานสำหรับคนเดินข้ามแม่น้ำปิง ข้ามมาลงสะพานจะถึงตลาดวโรรสพอดี ก็อย่าลืมไปแวะร้านดำรงค์ในตลาดสำหรับของฝากนักกินกัน

วันเสาร์ที่เชียงใหม่จะมีถนนคนเดินอีกแห่งหนึ่ง ที่ ถนนวัวลาย ใกล้ประตูเชียงใหม่ แต่ถ้าวันไหนฝนตกควรไปสายๆหน่อย เพราะ ปกติ ถนนจะเริ่มปิดกัน ตอน สี่โมงเย็น กว่า แม่ค้าและพ่อค้าจะตั้งกันเสร็จก็ประมาณ หกโมงเย็นแล้ว ผมกับคณะฟิตมากจึงไปถึงตั้งแต่สี่โมง ฝนตกอีก ภาพที่เห็นคือ พ่อแม่และแม่ค้าตั้งแผงกัน พอตั้งแผงใกล้เสร็จฝนดังเทลงมาอีก เอาเก็บเข้าไปใหม่ พอฝนเริ่มซาก็เริ่มตั้งอีก เป็นอย่างนี้สลับเรื่อยไปจนเกือบหกโมง ผมและคณะ ซึ่งเดินวนขึ้นและวนลง รอเค้าตั้งแผง จนเบื่อแล้วเลยกลับไปกันก่อน

ตกตอนเย็นฝนยังคงตกอยู่ จึงทำให้ไปไหนไกลมากไม่ได้ ได้แต่เดินไปทานอาหารใกล้ๆที่พัก

กลางคืน เพื่อนของเพื่อนได้ มารับไปเที่ยวกัน ส่วนที่เที่ยวที่นี่ หลาบๆท่านคงทราบว่า ต้องไปไหนกันและไปต่อกันที่ไหน ในเชียงใหม่ที่เที่ยวที่วัยรุ่นที่นี่ไปกันจะไม่พ้น เพียงไม่กี่ที่ ส่วนที่ๆจะไปต่อนั้น คนส่วนใหญ่ที่เมาจากที่อื่นแต่ยังอยากเมาอยู่ ก็จะมีที่ต่อยอดฮิตอีกที่ หลังจากเที่ยวจน เริ่มจำความไม่ได้ เพื่อนๆก็พาผมไป ทานก๋วยเตี๋ยวร้านอ๋อง ลูกชิ้นปลาเล็กๆ อร่อยดีครับ

วันอาทิตย์ ตื่นสายๆ เพราะในเมืองเหลือที่จะไปไม่กี่ที่แล้ว แน่นอนว่าไม่ต้องพูดถึงว่าเดินเล่นได้ที่ไหนสำหรับวันนี้ สำหรับทุกท่านคงทราบกันดีว่า ถนนคนเดิน นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน

หลังจากตื่นมาก็ไปทานข้าวซอยลำดวนทิ้งท้ายก่อนกลับ (ส่วนตัวผมชอบร้านเฮือนเพ็ญมากกว่านะ) พร้อมไปซื้อของฝากกลับ

ผมไปถึงถนนคนเดิม เช้าไปหน่อยไปถึงประมาณ สามโมงกว่าๆ ถนนยังไม่ปิด พ่อค้าแม่ค้าก็ยังไม่มา ไม่เป็นไร เดินเท่าที่ดูได้ ปรากฏว่าก็ไป จ๊ะเอ๋ กับ ปั๊กตัวหนึ่งและฝรั่งสองคน จากการสอบถามไปมา ปรากฏว่าเป็นญาติห่างๆกับท่านอาจารย์โยด้าที่บ้าน เพราะชื่อเหมือนกัน!!!! แต่ท่านอาจารย์ท่านนี้อายุอานาณร่วมสี่ปีไปแล้ว พลังคงแก้กล้ายิ่งนักถึงได้นั่งอย่างสมถะ ข้างๆพ่อของท่าน

ในระหว่างที่ผมจะเดินไปถ่ายรูปเจ้าโยด้าแก่นั้น เจ้าของเดินออกไปพอดีทิ้ง ให้เพื่อนฝรั่งอีกคนนั้นอยู่ผมจึงหัดไปถาม เป็นภาษาประดิด (อังกฤษ บวก ดัดจริต) "Hello, can I take a picture of your dog"

"Well, it's not mine" พร้อมกับหันไปถามกับ คุณผู้หญิงที่น่าจะเป็นเจ้าของร้าน ปรากฏว่าคุณเจ้าของร้านข้างในเป็นคนไทย ผมจึงคุยกับเขาตามประสาคนรักปั๊ก ไปๆมาๆ คุณเจ้าของกลับมาพอดี ด้วยความที่หน้าของเขาฝรั่งจ๋า ผมจึงเปลี่ยนโหมดกลับเป็น ภาษาประดิดอีกรอบ พร้อมกับคำทักทายและคำถามที่อยู่ในหัวพร้อมยิงได้ทุกเมื่อ

"ที่บ้านมีหมาปั๊กชื่อ โยด้าเหมือนกันเหรอครับ" นั่นเป็นคำถามจากคุณฝรั่งซึ่งยิงใส่ผมมาก่อน เวร.....ฝรั่งพูดไทย ตูจะตอบกลับไงวะ "เอ่อ.....ครับ"

เอาล่ะจบเรื่องโยด้าx2เท่านี้ก่อน มาดูของที่ผมได้มาจากถนนช็อปปิ้งยอดนิยมดีกว่า

 

ขอบคุณที่ทนอ่านกันนะครับ....จบซักที

edit @ 18 May 2008 13:07:05 by Yoda

รุ่งเช้า กับสภาพมึนๆ และ ยังงงๆกับตัวเอง ตื่นมาพบกับท่านแม่ที่ตื่นมาก่อนหน้านั้นสักพักแล้ว (คุณน้องยังหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงด้านบน) ข้าพเจ้าก็ได้ชวนท่านไปทานข้าวเช้าที่ตู้เสบียง

สำหรับอาหารเช้าในตู้เสบียงนั้น มีอยู่หลายอย่าง มีทั้งอาหารเช้าแบบอเมริกัน หรือแบบไทย โดยจะขายเป็นชุด รวมน้ำส้ม น้ำชาหรือกาแฟ และ ผลไม้ด้วย ส่วนข้าพเจ้าและท่านแม่นั้นได้สั่งข้าวต้มหมูมาคนละหนึ่งชุดในราคา 90 บาท รสชาดพอสังเขป

10.30 เราชาวคณะก็มาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพแบบมึนๆ เพราะง่วง หลังจากออกมานอกสถานี ตรงนี้เราจะได้พบกับฝูง "รถแดง" หรือ รถสองแถว นั่นเอง (คนที่นี่จะเรียกแบบนี้เพราะมัน "สีแดง" ง่ายดีไหม)

เปิดดูสมุดคู่มือที่จดๆ มา พบว่าที่ตั้งโรงแรมที่กระผมจองไว้นั้น อยู่ที่ ถ.ท่าแพ ซอย 3 "เออ....แล้วมันอยู่ตรงไหนวะ" หลังจากสอบถามกับ คุณลุงผู้ขับขี่ ได้มาในราคา คนละ 20 บาท "เอาวะ ไม่รู้ทาง รีบขึ้นๆไปดีกว่า อยากอาบน้ำเหลือเกิน หิวด้วย" 

วนได้สักพัก พร้อมๆกับขับหลบรถในซอย ไปเรื่อย ในที่สุดก็ถึงที่พักซํกที Mandala House (เกือบสุดซอย) "อืม...ถ้ารู้ว่ามันลึกแบบนี้ น่าจะจองอันอื่นนะเนี่ย" แต่ ด้วยความที่ว่า ไม่รู้จักทาง บวกกับรูปใน internet ดูสวยดี กับ ราคาของมัน เป็นเหตุผลที่กระผมจองโรงแรมนี้

เพิ่มเติมครับ แถวๆโรงแรมจากมีร้านขายขนมชื่อ Bake&Bite ราคาชิ้นละ 25 บาท ผมลองซื้อไปถวายคุณน้องสาวและคุณแม่ เห็นว่าติดใจกันมาก จนถึงขนาดซื้อกลับไปอีก ส่วนตัวผมไม่ได้ลองครับ เพราะเฉยๆกับขนมหวาน...  

เมื่อทุกคนสบายตัว ก็เริ่มกิจกรรมกัน โดยเริ่มจาก ร้าน เฮือนเพ็ญ ร้านอาหารเหนือในคูเมือง (สามารถใช้บริการ จากตุ๊กตุ๊ก หรือ รถแดงก็ได้ เพราะส่วนใหญ่รู้จักกัน) เนื่องจากความหิวทำให้ไม่สามารถมีรูปมาลงได้ จึงใคร่ขออภัยมา ณที่นี้

เอาล่ะ อันต่อๆไป ผมคงไม่อธิบายอะไรมากครับ จากรูปคงอธิบายได้ทุกอย่าง

 

เพิ่มเติม หลังจากไปเที่ยวสวนสัตว์ กระผมก็เพิ่งจะทราบว่าทางสวนสัตว์เชียงใหม่กำลังจะมีโครงการทำ พิพิธภัทฑ์ สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอ้โห เพิ่งจะรู้ว่าประเทศเราก็เดิ้ลใช้ได้นะเนี่ย แต่การสร้าง Aquarium เนี่ย... คิดไม่ออกเลยว่า ในการขนส่งปลามาลงในตู้จะทำให้ปลาเสียชีวิตไปกี่ตัว ทั้งนี้ยังไม่รวมในการปรับตัวของปลาในขณะได้ที่อยู่ใหม่ด้วย

โดยปกติปลาเป็นสัตว์ที่ sensitive มากในระดับนึง สืบเนื่องจากผมเคยคิดที่จะเลี้ยงปลาทะเลทำให้ผมลองศึกษาดูจะแหล่งข่าวหลายๆที่ ฟังไปฟังมาสุดท้ายก็ไม่ได้เลี้ยง เพราะอะไร........หลายๆท่านที่เลี้ยงอยู่อาจคิดว่าทำไม? ของที่บ้านตูก็อยู่ดีนี่ แถมท่าทางมีความสุขด้วย เหตุผลของผมไม่ได้หนักหนาอะไรหรอก....สงสารครับ

ทุกๆท่านคงจำ การ์ตูนเรื่อง นีโมจ้าวป่าได้ ตอนที่การ์ตูนเรื่องนี้ฮิต ทราบไหมว่าช่วงนั้นร้านขายปลาบางที่จะมีการ lunch product ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ "นีโม in โหลปลาทอง" ผมจำไม่ได้ว่าราคาเท่าไรแต่ไม่แพง...ปลาการ์ตูน หนึ่งตัว โหลปลาทอง และ ปั๊มลมจิ๋วๆ แบบที่ไว้เลี้ยงปลาทอง หลายๆท่านที่เลี้ยงอยู่คงทราบได้ว่ามันจะอยู่ได้ยังไง แน่นอนครับ ปลาการ์ตูนนะ ไม่ใช่ปลาทอง...ไม่กี่วันรับรอง เดี้ยง... อีกอย่าง ปลาทะเลนะพี่ ไม่ใช่ปลาหางนกยูงจะมาอยู่ในที่แคบๆแบบนี้ได้ บางท่านอาจบอกว่าเราสามารถคำนวณพื้นที่ในการใส่ปลาเข้าไปในตู้ได้ อืม...ก็ถูกของท่านครับ แต่ผมก็ยังสงสารอยู่ดี ทะเลกับตู้นี่มันต่างกันนะ 

นอกเรื่องมานาน มาต่อเรื่องเจียงใหม่ กันดีกว่า ก่อนที่ผมจะพาไปดูรูปทะเลแทนรูป นิมมานเหมินต์...

สำหรับร้านอาหารแนะนำในค่ำคืนนี้ ร้านอาหารฝรั่งเศส St.Germain des Pres โดยกุ๊กพร้อมผจก.ร้านชาวฝรั่งเศสเช่นกัน สำหรับท่านที่ภาษาฝรั่งเศษที่พูดได้คำเดียว เช่นเดียวกับผม โปรดระวังในการโทรเข้าไปจองที่ เพราะท่านอาจเหวอได้ (ทางที่ดีพูดไทยใส่ไปก่อน พอทางนั้นเริ่มมึน ก็ใส่ต่อด้วยภาษาอังกฤษแบบ งูๆ ปลาๆ รับรองว่าท่านอาจไม่ได้โต๊ะได้ เพราะสือสารกันไม่ได้ ฮา) ที่อยู่ อยู่ไม่ไกลจากสตาร์บัคท่าแพ เดินเข้าไปทางคูเมือง ราคา ประทับใจ 3 course meal ในราคา 475 net ครับผม ส่วนรูป...ไม่ได้ถ่ายมาเช่นเดิม เพราะ หิว!!!

 

 

 

 

edit @ 8 Jun 2008 00:32:43 by Yoda