สืบเนื่องมาจาก วันว่างๆ ติดกันหลายวัน ทำให้ข้าพเจ้าคิดได้ว่า ถ้าเขียนแต่เรื่องโยด้าคงทำให้เขียนได้ไม่มาก เพราะถ้าให้ข้าพเจ้าเขียนแต่เรื่องของสุนัข ข้าพเจ้าคงมันวนอยู่ได้ไม่กี่อย่างดังนั้น จึงหาประเด็นใหม่มาถก หรือมาเล่าให้ฟังบ้าง........ทั้งจากประสบการณ์อันน้อยนิดของข้าพเจ้า และจากที่ฟังเขาเอามาโม้อีกที มาเป็นหัวข้อ "โยด้าพาเที่ยว" และจะรวมไปถึงพากินด้วย...........

 เมืออาทิตย์ก่อน ก่อนที่ข้าพเจ้าจะนั่งพิมพ์บทความนี้อยู่นั้น มารดาของข้าพเจ้าได้โทรมาหา พร้อมทั้งบอกว่า "น้องเอ็งอยากไปเที่ยวเชียงใหม่ เค้ายังไม่เคยไปเลย ไปเช็คมาให้หน่อย" ข้าพเจ้าตอบกลับอย่างรวดเร็ว "ได้เลย ท่านแม่" หลังจากวางไปสักพัก ข้าพเจ้าโทรกลับไปบอกมารดาว่า "ได้แล้วนะ ค่าเครื่องบินไป-กลับ ประมาณ 4พันกว่าบาท" หลังจากพูดจบไป ท่านแม่ได้หันไปบอกกับน้องสาวข้างๆ ตามที่ข้าพเจ้าพูดไป ไม่ทัน ที่ท่านแม่จะส่งสารจากน้องสาวกลับมา ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงเล็กลอดผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่มาว่า "ไม่เอา ไม่อยากนั่งเครื่องบิน น่าเบื่อจะตาย เพื่อนบอกว่านั่งรถไฟสนุกกว่า" ได้ยินดังนั้นข้าพเจ้าคิดว่า อืม....มันคงไม่แย่กว่ารถไฟที่จีนหรอกนะ ด้วยข้อสรุปดังนี้ข้าพเจ้าโทรไปจองตั๋ว ปรากฏว่าได้ตั๋วไปกลับสามใบ ในราคาเท่ากับตั๋วเครื่องบินใบเดียว อืม........น่าจะชิวดีนะ

วันเดินทาง  ข้าพเจ้าและคณะไปถึงสถานีหัวลำโพงก่อนกำหนดเล็กน้อยถึงปานกลาง ด้วยความที่ไม่เคยมา ทำให้ดูเหมือน ชาวคณะบ้านนอกหลงกรุง บวกกับเวลาอาหารเย็นก็เดินทางมาถึงด้วยเช่นกัน "กินไรดี กินไรดี" ข้าพเจ้าคิดในใจ "อืม.......ฮ่องกงนู้ดเดิ้ลไหม ท่านแม่" สายตาเหลือบไปเห็นร้านขาวๆท่าทางสะอาดทางหัวมุม หน้าสถานี "เอาสิ"  เสียงใสๆตอบกลับจากคณะลูกทัวร์ หลังจากที่ฟาดบะหมี่ไปคนละชามก็เดินกลับมาที่สถานีอีกครั้ง "อ้าว ในนี้ก็มีฟู้ดเซ็นเตอร์นี่น่า........หึๆ"

ใกล้ถึงเวลารถไฟออกเข้าไปทุกที ก็ได้เวลาเดินไปชานชลา เพิ่งรู้ว่าถ้าไม่มีตั๋วแต่อยากเดินเข้าชานชลาต้องเสียค่าเข้า คนละสองบาทด้วย อืมม....คงทำไว้ให้ลูกๆท่านๆเข้าไปส่งญาติๆได้ สำหรับรถไฟสายที่ข้าพเจ้าขึ้นนั้นต้องไปขึ้นที่ชานชลาห้า ซึ่งเดินเข้าไปก็เจอเลย หลังจากที่เช็คกับเพื่อนๆจนแน่ใจว่า บนรถไฟสูบบุหรี่ได้ข้าพเจ้าก็หมดความกังวลใจ เพราะการรณรงค์ต่างนั้นๆทำให้ข้าพเจ้าไม่แน่ใจเท่าไร

จากประสบการณ์เก่านั้น ข้าพเจ้าเคยนั่งรถไฟในแผ่นดินใหญ่หลายครั้ง เช่น จากเซี่ยงไฮ้ ไป มองโกลใน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 26 ชม. ในรถไฟนั้นจะมีทุกอย่างบริการทั้งเบียร์อาหาร รวมไปถึงทีวีดีวีดีให้เช่า!! ยังไม่พูดถึงรถด่วนสายปักกิ่งที่มีทิวีแอลซีดีแยกแต่ละคนในแต่ละเตียง พร้อมพนักงานบริการหน้าตาดี ส่วนห้องสูบบุหรี่บนรถไฟแห่งแผ่นดินใหญ่ ทุกท่านที่ติดบุหรี่สามารถสูบได้ในระหว่างขบวนรถในทุกๆขนวน อาจเนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศที่มีผู้สูบบุหรี่มากเป็นอันดับหนึ่งของโลกก็ได้...........

กลับมาต่อที่เมืองไทย หลังจากที่ข้าพเจ้าขนของและขึ้นไปนั่งบนรถไฟเรียบร้อยแล้ว แอร์เย็นๆ น้ำขวดที่พกมา และ นิตยสารโปรดในมือ ทำให้ข้าพเจ้าลืมเวลาระหว่างที่รอรถไฟออกไปเสียสิ้น ซึ่งกว่าที่รถไฟจะออกนั้นได้ดีเลย์ไปถึงสี่สิบห้านาที "นานเหมือนกันวุ้ย" ข้าพเจ้าบ่นงึมงำ ออกไปได้สักพักข้าพเจ้าก็เริ่มซ่า เริ่มถามหาตู้เสบียง และจะได้ทำการสำรวจรถไฟไปด้วย จึงได้ทราบมาว่าตู้เสบียงนั้นอยู่ห่างออกไปเพียงสองตู้ "เยี่ยมเลย" ข้าพเจ้ารีบเดินไปอย่างไม่รีรอ

ตู้เสบียงนั้นจะว่าเก่าก็เก่าจะว่าโอเคก็โอเค เพราะที่นี่นั้นจะไม่มีแอร์ พลันสายตาเหลือบไปเห็นฝรั่งสองคนพร้อมกับบุหรี่ในมือและเบียร์ในแก้ว "เยี่ยมนี่แหละที่ต้องการ" ข้าพเจ้าตะโกนในใจ

เวลาผ่านไปเร็วพร้อมๆกับวิวข้างทางที่ผ่านไปเรื่อยๆ กับเสียงฉึบฉับและเสียงลมลอดผ่านหน้าต่าง ไม่ช้าไม่นานตู้เสบียงก็เต็มไปด้วยชาวต่างชาติที่ทำพฤติกรรมเดียวกัน นั่งคุยกันสนุกสนาน อย่างออกรสชาติโดยแท้ ไม่ช้าไม่นานอีก ข้าพเจ้าก็ได้พบชาวฝรั่งเศษที่มีสำเนียงเหมือนคนอินเดียคนนึงที่นี่ด้วยเช่นกัน จากที่เราทั้งคู่มีอายุเท่ากันและมีปลายทางเหมือนกัน ทำให้อดไม่ได้ที่จะหาเรื่องคุยกันไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปเร็วกว่ากว่าเสียงลมข้างนอกซะแล้ว เหลือบดูเวลา ห้าทุ่มแล้วหรือเนี่ย เมาว่ะ ต้องนอนแล้ว......................... 

edit @ 5 May 2008 13:00:41 by Yoda

Yoda goes Picnic......

posted on 28 Apr 2008 01:37 by yodayoda  in Pugaholic

  เมื่อถึงเวลาที่ท่านอาจารย์โยด้ามีอายุได้สี่เดือน ก็ถึงเวลาได้พาท่านออกไปเดินเที่ยว สถานที่ๆ ท่านโยด้าได้ออกไปเดินเที่ยวครั้งแรกนั้นคือ Ozono ในซอยพร้อมพงษ์ ซึ่งหลายๆท่านที่มีสุนัขคงได้พามาเดินเล่นบ้างแล้ว วันแรกที่พาท่านอาจารย์โยด้านั้นประจบเหมาะพอดีกลับวันดีที่ หลายๆท่านได้พาบลูด็อกมา Meet & Greet ที่นี่เช่นกัน

คุณท่านโยด้าในวัยเด็ก เนื่องด้วยความอยากรู้อยากเห็นบวกกับอารมณ์ของบิดาและมารดาที่อยากให้ท่านมีเพื่อนจึงปล่อยให้ท่าน ไปฝึกฝนพลังกับ คุณๆบลูด็อกทั้งหลาย ท่านไอ้หนูโยด้าจึงกระโจนเข้าไปในฝูงบลูด็อก ซึ่งมันไม่ได้ต่างจากทหารราบในฝูงรถถังเลย ท่านโยด้าที่ไม่รู้อีโน่อีเน่และยังไม่เคยใช้ชีวิตในสนามรบมากก่อน มองรถถังแต่ละคันด้วยความสงสัย อาจเป็นเพราะความที่เป็นทหารหาญ (หน้ามันคงคล้ายกันหรือไม่ก็มันคงเห็นโยด้าเป็นของเล่น ประมาณนึกว่าเป็นตุ๊กตาเป็ดที่บ้านมั้ง) รถถังแต่ละคันจึงพุ่งมาหาโยด้าในอัตราที่เกินกำหนด.................เอ๋งงงงงงง.....................โดนเหยียบครับทุกท่าน ข้าพเจ้าและมารดาหน้าถอดสีและอึ้งอยู่ในท่านั้นประมาณ 3.25 วินาที เพราะตั้งแต่ได้โยด้ามาสองเดือน (ตอนนั้น) มันยังไม่เคยร้องเอ๋งเหมือนทุ่งหมาหอนมาก่อน.......ทำยังไงต่อ 

 คำตอบคือ เก็บลูกสิครับ รีบพาออกไปจากแนวรบ หลังจาก Rescue เรียบร้อย จึงได้พาโยด้าที่มีอาการตื่นตะหนก(ไม่มาก) แต่ร้อน(มากกว่าตกใจ) ไปหลบร้อนพักใจในร้านไอศครีม ถึงตรงนี้เองผมก็ได้มีโอกาสถ่ายรูปโยด้า และเพิ่งจะรู้ว่า ทำไมมันถ่ายยากจังวะ  หัดอยู่นิ่งๆหน่อยท่านอาจานนนนน ลิงหรือหมาวะเนี่ย

หลังจากการพักผ่อนแบบโยด้าโยด้าในร้านไอติมแสนเย็นแล้ว ก็ได้ฤกษ์พาไปวิ่งเล่นต่อ หลังการสอดแนมจนมั่นใจแล้วว่า กองทัพรถถังได้เคลื่อนพลไปแล้ว

ใน Ozono นั้นจะมี Pet Shop อยู่ร้านหนึ่ง ของในร้านน่ารักมากๆ ส่วนใหญ่ทางเจ้าของร้านจะหามาเองจากที่ต่างๆ หรือบางชิ้นอาจสั่งทำเอง

นอกจากของใช้ครัวเรือนสำหรับสัตว์เลี้ยงต่างๆแล้ว คุณเจ้าของยังมีสุนัขที่เลี้ยงไว้เองด้วย เป็นพันธุ์ Chihuahua และ Greyhound (น่ารักทั้งคู่) ชื่อ ก็อตซิล่า และ เตกีล่า ตามลำดับ ซึ่งเป็นการปะทะกันครั้งแรกของโยด้าและก็อตซิล่า (หลังจากนั้นมาไม่เคยเจอชิวาว่าตัวไหนชอบโยด้าอีกเลยเจอกี่ตัวเห่าแม่งหมด คิดในใจหรือว่า....ลูกเราโดนแช่งจากมนุษย์ดาวชิวาว่า???)    

จากร้านสัตว์เลี้ยง ไปดูร้านอื่นต่อ ยังมีอีกร้านที่น่าสนใจ อันนี้สำหรับคนชอบเนื้อย่าง เบียร์และ outdoor ผมขอแนะนำว่าโปรดอย่าพลาด (จำชื่อร้านไม่ได้แต่อยู่ตรงข้ามร้านสัตว์เลี้ยง) ส่วนท่านที่ไม่ทานเนื้อ ทางร้านมีหมูและแกะเช่นกัน รับรองว่าไม่แพ้เนื้อ ถ้าท่านนำสุนัขมาด้วยทางร้านจะให้นั่งข้างนอกและจะมีพัดลมพลังแรงสูงปัดเป่าความซวยและความร้อนให้กับทั้งท่านและสุนัขของท่าน

วันนั้นท่านอาจารย์นอนนิ่งตากพัดลมจนหลับไป รวมทั้งพยายามเล่นกับสุนัขทุกตัวในละแวกนั้น เวลาผ่านไปสักพักก็ได้เวลากลับบ้าน

กลางดึกในคืนนั้นเอง เสียงแซกๆ แซกๆ ดังมาจากท่าน   สรุปว่าท่านอาจารย์ยังมิวายฝันหวานว่ายังวิ่งเล่นอยู่ 

 

 

 

 

 

edit @ 5 May 2008 10:22:32 by Yoda

the Force, I must use

posted on 21 Apr 2008 12:10 by yodayoda  in Pugaholic

หลังจากได้กล่าวถึงที่มาของท่านอาจารย์โยด้าไปเมื่อวันก่อน จากโยด้าตัวเขียวหน้าเหี่ยว กลายมาเป็นโยด้าตัวครีมแต่หน้าเหี่ยวเหมือนกัน วันนี้ผมจะมาพูดถึง การฝึก Force หรือกำลังภายใน ของท่านอาจารย์โยด้า

บทเรียนแรกของท่านอาจารย์โยด้านั้น จากความอัจฉริยะของท่าน ท่านสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาหนึ่งวัน!! นั่นคือการนั่ง!!

ท่านอาจารย์สามารถนั่งได้เอง หลังจากออกคำสั่งไปด้วยเวลาเพียง 0.5 วินาที

ด้วยความภูมิใจ (ได้ใจ) ของบิดาและมารดาของท่าน จึงเลยเถิด สั่งให้มันนั่งอยู่เป็นนิล เป็นผลให้ท่านอาจารย์เริ่มจับไต๋ได้ ท่านได้กล่าวไว้ว่า ถ้าไม่มีขนมอย่าหวังเลยว่าจะสั่งตูได้ ตูจะนั่งก็ต่อเมื่อตูอยากนั่ง ต่อจากนั้นเป็นต้นมา

ทุกๆครั้งที่ท่านเห็นบิดาหรือมารดาของท่าน เดินไปแถวๆที่วางขนมหรือ ข้าพเจ้ากำลังทานอะไรซักอย่าง อย่างเอร็ดอร่อยอยู่ ท่านอาจารย์จะเสด็จมาข้างๆ และนั่ง พร้อมส่ง Force มากดดัน (ด้วยความที่ Force ของท่านยังอ่อนอยู่จึงไม่สามรถทำอะไรข้าพเจ้าได้)

เวลาผ่านไปและผ่านไปท่านอาจารย์ก็ยังทำตามที่ท่านกล่าวไว้ข้างต้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง (ตอนนี้มันก็ยังทำอยู่)

เมื่ออายุอานามของท่านอาจารย์ถึงเกณฑ์กำหนด พระมารดาของท่านอาจารย์ได้พาท่านไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมเพื่อเพิ่งพลังภายใน ในบทเรียนต่างๆที่ท่านอาจารย์เรียนมานั้นทำให้ท่านอาจารย์มีกระบวนยุทธเพิ่มขึ้น จากนั่งเป็นหมอบ จากหมอบเป็นคอย จากคอยเป็นคลาน ท่านอาจารย์นั้นสำเร็จหลักสูตรได้อย่างรวดเร็ว

แต่...........................

นิสัยของท่านอาจารย์ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้ง ท่านก็ยังได้ทำตามที่ท่านกล่าวไว้เช่นเดิม.............

 

 

edit @ 5 May 2008 10:22:48 by Yoda